วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วิญญาณ ความรัก ความรู้สึก Spirit of love feelings

Spirit of love feelings


มะม้าเป็นเหมือนทุกอย่างสำหรับฉัน เป็นแม่เป็นเพื่อนเป็นพี่ มะม๊าสอนให้พวกเรารู้จักตื่นแต่เช้าเพื่อตักบาตร มะม๊าชวนให้ลูกไปเที่ยววัด อย่างสำนักปู่สวรรค์ที่บางแค สอนให้นั่งสมาธิ และสวดมนต์ ซึ่งตอนนั้นก็จะมีการเอาหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด มะม๊าเป็นคนเจ้าเนื้อสักหน่อยเป็นคนที่มีอารมณ์ดีมีมนุษย์สัมพันธ์ดี เวลาไปไหนเยี่ยมใครก็มักจะมีของฝากติดไม้ติดมือไปอยู่เสมอ เป็นที่รักของเพื่อนบ้าน และบางอย่างก็เริ่มซึมซับเข้ามาในชีวิต เมื่ออายุ 7 ขวบ มะม้าเริ่มเป็นมะเร็งในมดลูก ซึ่งก็ไม่รู้สาเหตุที่เป็นเพิ่งจะมารู้เมื่อตอนโต มะม้าเริ่มหายไปจากบ้านและย้ายตัวเองไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬา ที่โรงพยาบาลจะมีส่วนที่อยู่สำหรับคนไข้ที่เป็นโรคมะเร็ง มะม้าเป็นมะเร็งในมดลูก หมอรักษาบอกให้ผ่าเอามดลูกออก มะม้าเป็นผู้หญิงผิวขาวค่อนข้างท้วมหมอให้มะม้าฉายแสง เอ็กซเรย์ ผลของการฉายแสงมะม้าผอมลง ผมเริ่มร่วง จำได้ว่าตอนไปโรงพยาบาลใหม่ ๆ มะม้าก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ ตอนนั้นก็ยังเด็กมีหน้าที่ไปเรียนหนังสือ มะม้าสอนไว้ว่าไม่จำเป็นอย่าหยุดเรียน ก่อนนอนให้ไปเข้าห้องน้ำก่อน ตื่นแล้วให้รีบอาบน้ำไปโรงเรียนม้าก็เข้าออก บ้าน และ โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น จนมีตอนหนึ่งที่มะม้ามาอยู่ที่บ้านมะม้ามองออกไปข้างนอกบ้านแล้วถอนหายใจบ่อยครั้งมาก บางครั้งมะม้าก็บอกว่าปะป๊าไม่รักมะม้า ตอนนั้นคิดว่ามะม้าคงจะน้อยใจปะป๊า มะม้าบอกว่าปะป๊ามีคนรักอยู่ก่อนแล้วก่อนจะแต่งงานกับมะม๊า เหมือนกับมะม๊าจะบอกให้รู้ ว่าปะป๊าไม่รักมะม๊า ไม่นานนักมะม๊าก็ต้องไปผ่าตัดอีกทีนี้มะม๊าต้อง เจาะรูข้างท้องเพื่อให้ขับถ่ายมีถุงพลาสติกไว้สำหรับถ่ายของมะม๊า ถือว่าเป็นทุกข์หนักของมะม๊าเลยทีเดียว เมื่อตอน 8 ขวบ เฮียกลับบ้านมาทั้งสองคนพวกเฮียมาบอกว่า หมอที่โรงพยาบาลให้ทำใจเพราะว่ามะม้าจะมีชีวิตอยู่ไม่นานแล้ว อาจจะไม่เกิน 8 เดือน ตอนนั้นพวกเราทุกคนร้องไห้ เพราะไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันคงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนักที่จะไม่มีมะม้าอยู่อีกต่อไป มะม้าเริ่มสวดมนต์เจ้าแม่กวนอิมที่บ้านเอาตู้ไม้มาแล้วมีคัมภีร์สวด พวกเราก็ยังคงเรียนหนังสือแต่ต้องเปลี่ยนที่เรียนไปเรียนโรงเรียนที่ใกล้บ้านกว่าเดิมเหตุเพราะไม่มีใครคอยรับส่งเหมือนแต่ก่อนนี้แล้ว ชีวิตที่มะม้าป่วยทุกอย่างในบ้านก็เริ่มเปลี่ยนไป เมื่ออายุ 10 ขวบ เหตุการณ์ผ่านไปมะม้าได้เข้าโรงพยาบาลอีกครั้งซึ่งคราวนี้หมอบอกว่าอาการรุกลามไปส่วนอื่นแล้ว มะม้าเริ่มอยู่โรงพยาบาลนานจากเดือนเปลี่ยนเป็นปี มีหน้าที่เรียนหนังสือก็เรียนให้ดี ๆ เท่านั้นที่มะม้าสอน เฮียคนโตก็มีหน้าที่ไปเผ้ามะม้าสลับกับปะป๊า แล้วมะม้าก็เข้าออก บ้าน – โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น จนมีตอนหนึ่งที่มะม้ามาอยู่ที่บ้านมะม้ามองออกไปข้างนอกบ้านแล้วถอนหายใจบ่อยครั้งมาก บางครั้งมะม้าก็บอกว่าปะป๊าไม่รักมะม้า ตอนนั้นคิดว่ามะม้าคงจะน้อยใจปะป๊า มะม้าบอกว่าปะป๊ามีคนรักอยู่ก่อนแล้วก่อนจะแต่งงานกับมะม๊า เหมือนกับมะม๊าจะบอกให้รู้ ว่าปะป๊าไม่รักมะม๊า ไม่นานนักมะม๊าก็ต้องไปผ่าตัดอีกทีนี้มะม๊าต้อง เจาะรูข้างท้องเพื่อให้ขับถ่ายมีถุงพลาสติกไว้สำหรับถ่ายของมะม๊า ถือว่าเป็นทุกข์หนักของมะม๊าเลยทีเดียว เมื่อตอน 8 ขวบ เฮียกลับบ้านมาทั้งสองคนพวกเฮียมาบอกว่า หมอที่โรงพยาบาลให้ทำใจเพราะว่ามะม้าจะมีชีวิตอยู่ไม่นานแล้ว อาจจะไม่เกิน 8 เดือน ตอนนั้นพวกเราทุกคนร้องไห้ เพราะไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันคงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนักที่จะไม่มีมะม้าอยู่อีกต่อไป มะม้าเริ่มสวดมนต์เจ้าแม่กวนอิมที่บ้านเอาตู้ไม้มาแล้วมีคัมภีร์สวด พวกเราก็ยังคงเรียนหนังสือแต่ต้องเปลี่ยนที่เรียนไปเรียนโรงเรียนที่ใกล้บ้านกว่าเดิมเหตุเพราะไม่มีใครคอยรับส่งเหมือนแต่ก่อนนี้แล้ว ชีวิตที่มะม้าป่วยทุกอย่างในบ้านก็เริ่มเปลี่ยนไป เมื่ออายุ 10 ขวบ เหตุการณ์ผ่านไปมะม้าได้เข้าโรงพยาบาลอีกครั้งซึ่งคราวนี้หมอบอกว่าอาการรุกลามไปส่วนอื่นแล้ว มะม้าเริ่มอยู่โรงพยาบาลนานจากเดือนเปลี่ยนเป็นปี


จากโรงพยาบางจุฬา เปลี่ยนเป็นหัวเฉียว และเป็นที่สุดท้ายสถาบันมะเร็งแห่งชาติ วันสุดท้ายที่มะม้าเสีย มะม้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากดูไม่เป็นเหมือนมะม้าที่รู้จัก มะม๊าผอมจนเหลือแต่กระดูกผมมะม๊าร่วงหมดไม่เหลือเค้าเดิมอยู่เลยแม่แต่นิดเดียว มะม้ารอเจอพวกเราเป็นครั้งสุดท้าย แล้วมะม้าก็สิ้นลมตอนกลางคืน เป็นวันที่มีส่วนเกี่ยวกับเจ้าแม่กวนอิมคิดว่าน่าจะเป็นวันที่ตรัสรู้ช่วงเดือนกรกฏาคม วันนั้นต้นไม้ใหญ่ในสถาบันมะเร็งโดนฟ้าผ่า มะม้าเสียชีวิตกับการต่อสู้กับโรงมะเร็งมาตลอด ตอนที่มะม๊าเริ่มไม่สู้ดีเฮียก็มาบอกอยู่เสมอ ฉันก็ร้องไห้ตลอดคิดว่าสักวันเราจะได้มาอยู่กันพร้อมหน้ากันอีก เมื่อมะม๊าเสียก็ร้องไห้ตลอดเวลา จนถึงวันที่สวดศพ กลับกลายเป็นว่าไม่มีน้ำตาให้ร้องแล้วมีแต่ความนิ่งเฉย พี่ชายคนรองบวชให้มะม๊า การทำพิธีศพจัดแบบคนไทย และสุดท้ายมะม๊าก็ไม่รู้เลยว่าอาผอเสียก่อนหน้านั้นไป 2 ปีแล้ว เพียงแต่ฉันไม่ได้ไปมีนบุรีเหมือนแต่ก่อนและฉันก็ไม่รู้เลยด้วย การจัดงาน 7 วัน วันที่สาม พวกญาติเขาคุยกันว่าวันที่สามมะม้าจะกลับมาที่บ้าน พวกเราก็ไม่รู้อะไรมาก ที่ไม่รู้มากที่สุดก็คงจะเป็นฉันนี่แหล่ะ บ้านที่อาศัยอยู่ร่วมกับญาติครอบครัวเราอยู่ชั้น 6 ครอบครัวลุงอยู่ชั้น 7 งานศพเลิก 2 ทุ่มกว่า พวกเราพี่น้องก็กลับบ้านก่อน ชั้นสองเป็นชั้นเก็บของกับห้องอาหารเพราะที่บ้านขายของก็จะทำกับข้าวให้คนงานกินกัน ชั้นสามเก็บสมุนไพรเป็นกระสอบ ชั้นสี่เก็บยาแผนปัจจุบัน ชั้นห้าทำยาแผนโบราณ พวกเราสี่พี่น้องเดินกันอย่างระโหยโรยแรงต้องเสริฟน้ำให้ญาติให้แขก หมดแรงกันตามๆ กัน พอเดินขึ้นชั้นสอง จะขึ้นไปขั้นสาม บ้านเราทำบันไดสองสเต็ป สเต็ปหนึ่ง 12 ขั้น มีที่เดินเล็กน้อยประมาณ 4 -5 ก้าว ก็จะขั้น สเต็ปสอง 11 ขั้น แล้วจึงจะเป็นอีก 1 ชั้น เรากำลังเดินหมดสเต็ปหนึ่งเดินเรียงกันสี่พี่น้อง เฮียคนโตเดินขึ้นสเต็ปสองเพื่อจะขึ้นไปชั้นสาม เฮียเดินไปจนถึงหน้าลิฟท์ส่งของไม่กี่ก้าวก็เรียก เฮ้ยเปี๊ยกพร้อมกับเอามือสะกิด พี่ชายคนที่สองก็สะกิดน้องอีกสอง พวกเรามองหน้ากันอย่างรู้สึกรู้สาว่ามีอะไรที่แปลกไปเพราะปรกติแล้วกลิ่นที่เราเคยได้จากกองสมุนไพรมันจะเป็นกลิ่นยา แต่กลิ่นที่พวกเราได้กลิ่นนี้มันเป็นอีกกลิ่นหนึ่งซึ่งพวกเราก็เข้าใจดี ว่าคุณก็รู้ว่าใคร มาหาพวกเราใส่วิญญาณของนักวิ่งที่วิ่งหมายจะเอาเหรียญทองของโอลิมปิก ซึ่งถ้าเป็นไปได้พวกเราคงจะได้เหรียญทองมาครอบครองเรียบร้อยแล้ว โกยเท้าจากชั้นสามไปชั้นหก วิ่งเข้าห้องอย่างไม่คิดชีวิตเข้าห้องนอนพร้อมกับเอาผ้าห่มมาคลุมพร้อมกับเปิดไฟอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลป ปะป๊ามาถึงบ้านเปิดประตูเข้ามาพวกเราได้ยินเสียงเท้าเดินพร้อมกับเปิดกุญแจไขห้องก็วิ่งเข้าห้องปะป๊า ปะป๊าบอกพวกมึงเป็นอะไร เฮียบอกปะป๊า มะม้ามา ปะป๊าบอกว่ามายังไง เฮียตอบว่าพวกเราได้กลิ่นของมะม้ากลิ่นที่ม๊ายังมีชีวิตอยู่ก็เลยวิ่งจากชั้นสองขึ้นมาเนี่ย ปะป๊าว่า นี้แม่มึงน่ะ เฮียก็เลยบ่นว่าก็ปะป๊ามาเจอเองสิ ปะป๊าก็บอกว่าไม่เห็นมีอะไร ไม่ได้กลิ่นอะไรทั้งนั้น จากนั้นพวกเราก็สยองพอสมควรก็เลยจุดธูปบอกมะม๊าว่าไม่ต้องเป็นห่วงพวกเราหรอกให้มะม๊าไปสู่สุขคติเถอะ ถ้ามาก็ไม่ต้องให้รู้เพราะว่ามันกลัวกัน จากนั้นมาก็ไม่มีอะไร ญาติผู้ใหญ่อีกสองคนไปเที่ยวรัสเซียยังไม่กลับ ตอนที่กลับมาเขาเล่าให้ฟังว่าคืนที่มะม้าเสียมะม้าไปลาที่โน่นไปเข้าฝันบอกว่ามาลาไปแล้วน่ะ ส่วนคนที่รู้จักกันก็เล่าให้ฟังตอนโต ว่าป้าแกอยู่ที่บ้านเก่าที่ครอบครัวเราเคยอยู่มาก่อน ทางจะขึ้นบนบ้านเป็นประตูไม้ แกได้ยินเสียคนเคาะประตูไม้ ที่บ้านแกก็กลัวเพราะว่าแกอยู่คนเดียวในบ้าน ป้าแกรู้จักมะม๊าเป็นอย่างดีแกกลังไหว้บอกว่าอาซ้อขอให้อาซ้อไปสู่สุขคติเถอะอย่ามาเคาะประตูเลยที่แกแน่ใจว่าเป็นมะม๊าเพราะแกก็ทราบข่าวว่ามะม๊าไม่ไหวแล้วอาการหนักมากคงจะไม่รอดคืนนี้ และที่แกมั่นใจมากยิ่งขึ้นเพราะว่าแกอยู่ชั้น 4 บ้านเป็นตึกชั้นล่างเป็นที่เก็บของจากชั้น 1 – 3 และชั้น 4 เป็นที่พักผ่อน และแกอยู่คนเดียวในบ้าน ก่อนจะขึ้นบ้านแกต้องล็อคบ้านตั้งแต่ชั้น 1 คนที่จะเข้าบ้านมาเคาะประตูได้ก็คงจะไม่มีทาง แล้วเสียงประตูที่ถูกทุบกระหน่ำนั่นคือเสียงจากอะไร ถ้าเป็นสมัยก่อนก็คงจะสยองเหมือนกันแต่พอโตแล้วเข้าใจเรื่องภพภูมิก็ทำให้เข้าใจอะไรได้มากขึ้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น